วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ประโยชน์ของ Firewall


เชื่อว่าหลายๆ คนที่ใช้คอมพิวเตอร์อาจเคยได้ยินคำว่า "Firewall" กันมาบ้างแล้ว แต่ว่าเรามักไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก แต่รู้กันหรือไม่ว่า? Firewall สามารถป้องอันตรายจากโลกไซเบอร์โดยเฉพาะเหล่า Hacker ที่มีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกๆ วัน ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาทุกๆ ท่านไปทำความรู้จักกับ Firewall ให้มากขึ้น เพื่อเรียนรู้การป้องกันภัยจากโลกไซเบอร์ที่ใกล้ตัวเรากัน

Firewall คืออะไร?
ภายนอกแล้ว Firewall คือฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ที่ถูกใช้เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาตที่เข้ามายังเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของคุณ

พวกมันสามารถถูกนำมาใช้ทั้งสำหรับรายบุคคลและธุรกิจขนาดใหญ่เพื่อคัดกรองข้อมูลเข้าและออกคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านทางอินเตอร์เน็ต หากตัวกรอก Firewall ตรวจพบอะไรก็ตามที่น่าสงสัย มันจะปฏิเสธสิ่งนั้นไม่ให้เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของคุณและเครือข่ายส่วนตัว

Firewall ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับหยุดปริมาณการเข้าชมที่อันตรายหรือฉ้อโกงไม่ให้เข้าถึงเครือข่ายของคุณได้ พวกมันจะปิดกั้นโปรแกรมเฉพาะจากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตหากกิจกรรมนั้นๆ ดูมีความเสี่ยงมากเกินไป

ในทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องการ Firewall เพื่อป้องกันข้อมูลความลับ แต่คำถามก็คือ Firewall เพียงอย่างเดียวก็มากเพียงพอที่จะป้องกันพีซีของคุณหรือเปล่า


Firewall สามารถป้องกันอะไรได้บ้าง?
Firewall ป้องกันเหล่าอาชญากรทางไซเบอร์ไม่ให้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ปัญหาดังกล่าวนี้รวมถึงแต่ไม่จำกัด:

- การเข้าถึงประตูหลัง: ประตูหลังหมายถึงช่องโหว่ความปลอดภัยหรือข้อผิดพลาดที่เมื่อเกิดการหาผลประโยชน์ขึ้น มันจะอนุญาตให้ควบคุมโปรแกรมได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้กระทั่งระบบปฏิบัติการทั้งหมดอย่าง Windows ก็มีประตูหลังและแฮ็กเกอร์ที่มีประสบการณ์ก็รู้วิธีหาผลประโยชน์จากมัน

- การลักลอบเข้าสู่ระบบจากระยะไกล: เดสก์ท็อประยะไกลอนุญาตให้คุณเชื่อมต่อและควบคุมคอมพิวเตอร์ของคุณได้จากที่อื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ต อย่างไรก็ตามแฮ็กเกอร์สามารถโจรกรรมการเข้าสู่ระบบ เข้าถึงอุปกรณ์และขโมยไฟล์ของคุณ

- การละเมิดทางอีเมล: การโจมตีประเภทนี้พุ่งเป้าไปที่รายบุคคลซึ่งผู้กระทำผิดจะส่งอีเมลนับพันทำให้กล่องจดหมายขาเข้าของเหยื่อตัน อีเมลสแปมก็เป็นที่นิยมและในขณะที่มันส่วนใหญ่จะสร้างความรำคาญให้ แต่บางอีเมลสแปมนั้นก็อาจมีไวรัสและมัลแวร์

- เส้นทางแหล่งที่มา: เมื่อแพ็กเกตข้อมูลเดินทางผ่านเครือข่ายออนไลน์ โดยปกติแล้วพวกมันจะต้อง ?ผ่านไปตาม? เส้นทางมากมายก่อนที่จะมาถึงจุดหมายปลายทาง แฮ็กเกอร์บางรายใช้ประโยชน์ของระบบนี้โดยการสร้างแพ็กข้อมูลที่น่าสงสัยที่ดูเหมือนว่ามาจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ Firewall มากมายปิดใช้งานเส้นทางแหล่งที่มาด้วยเหตุผลนี้

ประโยชน์อื่นๆ ของการใช้ Firewall?
บางครั้งโปรแกรม Firewall ถูกนำมาใช้ในฐานะเซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่ เมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าถึงเว็บเพจ เซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่จะได้รับข้อมูลก่อนที่จะส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณ การตั้งค่านี้มีประโยชน์สองสามประการ ได้แก่:

- เซิร์ฟเวอร์ที่รับเว็บเพจไว้จะไม่โต้ตอบกับอุปกรณ์ของคุณโดยตรงซึ่งช่วยลดโอกาสหน้าเว็บอันตรายในการส่งไวรัสมาติดคอมพิวเตอร์ของคุณ

- ที่อยู่เครือข่ายออนไลน์ของคอมพิวเตอร์คุณจะถูกปิดบังเอาไว้

- เวอร์ชั่นของเว็บเพจจะถูกบันทึกไว้ในความจำแคชของเซิร์ฟเวอร์พร็อกซี่ซึ่งช่วยให้สามารถโหลดได้เร็วขึ้นเมื่อคุณกลับมาเยี่ยมชมหน้านี้อีกครั้งในอนาคต

นอกจากทำหน้าที่ในฐานะเซิร์ฟเวอร์พร็อซี่แล้ว Firewallบางครั้งก็มี DMZ (Demilitarized Zone หรือโซนที่ปลอดภัย) หรือเครือข่ายในขอบเขตที่มีไฟล์ที่มีความเสี่ยงต่ำและไคลเอนต์ที่อยู่นอก Firewall หลัก เนื่องจากฟีเจอร์นี้มักถูกใช้งานโดยบริษัทซะส่วนใหญ่ ดังนั้นผู้ใช้รายบุคคลจึงแทบไม่ต้องกังวลอะไรเกี่ยวกับมันเลย

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

แบบจำลองเครือข่าย OSI Model


OSI Model (Open Systems Interconnection Model) คือ รูปแบบความคิดที่พรรณาถึงคุณสมบัติพิเศษและมาตรฐานการทำงานภายในของระบบการสื่อสาร โดยการแบ่งการทำงานของระบบอินเทอร์เน็ตเป็นชั้นต่างๆ เพื่อให้การทำงานของระบบการสื่อสารนั้นเป็นไปอย่างประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น OSI Model นั้นถูกออกแบบมาโดยองค์กร ISO (International Organization for Standardization) เพื่อเป็นมาตรฐานในการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลและคอมพิวเตอร์ เนื่องจากได้มีการแบ่งส่วนการทำงานต่างๆ ทำให้เข้าไปจัดการในส่วนของ Layers ชั้นต่างๆ ได้ถูกต้อง ซึ่ง Layers นั้นได้แบ่งทั้งหมด 7 Layers ซึ่งแต่ละ Layers ก็มีหน้าที่การทำงานที่แตกต่างกันไป ดังนี้

Application Layer (แอพพลิเคชัน เลเยอร์) เป็น Layer ชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด โดยเป็นแอพพลิเคชันของ OSI มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้ใช้ซอฟต์แวร์แอพพลิเคชัน คอยรับส่งข้อมูลโดยตรงกับผู้ใช้และกำหนดกติกาอัลกอลิทึมว่าเป็นอย่างไร ให้ทำงานเรื่องอะไร

Presentation Layer (พรีเซนเท'เชิน) เป็น Layer ชั้นที่ 6 เป็นชั้นที่รับผิดชอบเรื่องรูปแบบของการแสดงผลเพื่อให้โปรแกรมทราบว่าข้อมูลที่ส่งมาผ่านเครือข่ายนั้น เป็นข้อมูลประเภทใด ซึ่งชั้นนี้ได้มีการเข้ารหัสเพื่อป้องกันการดักจับข้อมูลของผู้อื่น และให้ตัวเครื่องนั้นรับรู้ได้ว่ามีการส่งข้อมูลไปหา

Session Layer (เซสชัน เลเยอร์) เป็น Layer ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการเซสชั่นของโปรแกรม ซึ่งเซสชั่นจะช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารของเว็บไซต์นั้นสามารถสื่อสารกันได้หลายหน้าต่าง จึงเป็นตัวที่คอยรับส่งข้อมูลไปยังเว็บไซต์ในหลายๆ หน้าต่าง

Transport Layer (แทรนซพอร์ท') เป็น Layer ชั้นที่ 4 เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ดูแลการจัดการเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร ซึ่งการตรวจสอบความผิดพลาดนั้นจะพิจารณาจากข้อมูลที่เรียกว่า checksum และอาจจะมีการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ โดยพิจารณาจากฝั่งต้นทางกับปลายทาง

Network Layer (เน็ตเวิรค เลเยอร์) เป็น Layer ชั้นที่ 3 เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ออกแบบหรือกำหนดเส้นทางการเดินทางของข้อมูลที่จะรับ – ส่ง ข้อมูลไปยังเส้นทางที่สะดวก มีระยะสั้น และรวดเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้รับข้อมูลสามารถรับข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

Data Link Layer (ดาต้า ลิงค์ เลเยอร์) เป็น Layer ชั้นที่ 2 เป็นชั้นที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้ตรวจสอบ หรือควบคุมความผิดพลาดในข้อมูล โดยจะแบ่งการส่งข้อมูลที่ออกเป็นแพ็กเกจหรือเฟรม ถ้าผู้ได้รับข้อมูลถูกต้องก็จะส่งสัญญาณยืนยันกลับมาว่า ได้รับข้อมูลแล้ว เรียกว่า สัญญาณ ACK ให้กับผู้ส่ง แต่ถ้าผู้ส่งไม่ได้รับสัญญาณ ACK หรือได้รับสัญญาณ NAK กลับมา ผู้ส่งก็อาจจะทำการส่งข้อมูลไปให้ใหม่

Physical Layer (ฟิสซิเคิล เลเยอร์) เป็น Layer ชั้นที่ 1 หรือเป็น Layer ชั้นล่างสุด ซึ่งทำหน้าที่รับส่งข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ชั้นนี้จะกำหนดว่าแต่ละคอนเนคเตอร์ เช่น RS-232-C มีกี่พิน แต่ละพินทำหน้าที่อะไรบ้าง ใช้สัญญาณไฟกี่โวลด์ เทคนิคการมัลติเพล็กซ์แบบต่างๆ ก็จะถูกกำหนดอยู่ในเลเยอร์ชั้นนี้ ซึ่งจะเป็นทั้งแบบที่ใช้สายหรือไม่ใช้สาย


ดังนั้นจะเห็นได้ว่า 7 Layers ของระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้มีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้การติดต่อสื่อสารหรือการรับส่งข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างถูกต้อง ลดความผิดพลาดในการรับส่งต่างๆ และหากมีปัญหาตรงจุดใด ก็สามารถเข้าไปแก้ไขได้ง่ายและทำให้เราทราบปัญหาได้ง่ายขึ้นด้วยว่ามีปัญหามาจากจุดใด เนื่องจากได้มีการแบ่งการทำงานของอินเทอร์เน็ตออกเป็นชั้นต่างๆ แล้ว

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

Thermometer กับ Thermal Imager


หลังจากสถานการณ์ COVID-19 ได้ทุเลาลงแล้ว ทำให้มีสถานที่และกิจการหลายๆ แห่งเริ่มกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แต่ว่าไวรัสก็ยังไม่ได้หายไปหมด ดังนั้นกิจการหลายๆ แห่ง จึงต้องมีการจัดเตรียมมาตราการป้องกันและเฝ้าระวังไวรัสโควิค 19 นี้อย่างต่อเนื่อง และอุปกรณ์ที่ใช้ในการเฝ้าระวังไวรัสโควิค 19 นั้นก็คือ "เครื่องวัดอุณหภูมิ" ซึ่งเครื่องวัดอุณหภูมิที่ใช้กันนั้นจะมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท คือ Thermometer Infrared กับ Thermal Imager และในบทความนี้ จะมาบอกข้อดีและข้อเสียของเครื่องวัดอุณหภูมิทั้ง 2 ประเภท เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ในการเลือกซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิแก่ธุรกิจของทุกๆ ท่าน

Thermometer Infrared หรือที่เราเรียกกันว่า "ปืนวัดอุณหภูมิ" เป็นที่นิยมใช้งานกันมากที่สุดเพราะมีขนาดเครื่องเล็กกระทัดรัด พกพาง่าย เครื่องวัดอุณหภูมิโดยการเล็งเครื่องวัดให้ตรงไปยังวัตถุหรือสิ่งที่ต้องการวัด และเมื่อกดปุ่มยิงเครื่องก็จะทำการวัดอุณหภูมิ แล้วแสดงผลค่าอุณหภูมิที่วัดได้ขึ้นมาบนหน้าจอ การวัดอุณหภูมิด้วยวิธีนี้มีความแม่นยำสูง แต่ว่าในการวัดอุณหภูมิต้องเว้นระยะห่างในการวัดอย่างน้อย 10-15 เซนติเมตร และเครื่องสามารถวัดอุณหภูมิได้เพียงแค่ครั้งละ 1 คน

Thermal Imager เป็นเครื่องวัดอุณหภูมิในรูปแบบ ?กล้องถ่ายภาพความร้อน? โดยกล้องจะเป็นกล้องแบบพิเศษสามาถแสดงผลภาพแบบการแผ่รังสีความร้อน เซ็นเซอร์ของเครื่องจะจับและวัดค่าอุณหภูมิจากภาพของกล้อง โดยจะจับเฉพาะจุดที่มีความร้อนสูงที่สุด และนำค่าที่จับได้แสดงผลออกมา ข้อดีของเครื่องวัดตัวนี้คือไม่ต้องใช้คนในการวัด เพียงแค่ตั้งเครื่องก็สามารถใช้งานได้เลย และมีระยะห่างในการวัดอุณหภูมิมากกว่าปืนวัดอุณหภูมิ เครื่องบางรุ่นมีฟังก์ชั่นร้องแจ้งเตือนอัตโนมัติและบันทึกที่จับอุณหภูมิสูงได้ด้วย

สรุปข้อดี-ข้อเสีย Thermometer Infrared
-  ความแม่นยำในการวัดอุณหภูมิค่อนข้างสูง
-  ขนาดเล็กน้ำหนักเบาพกพาไปไหนได้สะดวก
-  ราคาถูกกว่าเครื่องวัดแบบกล้องวัดอุณหภูมิ
-  เหมาะกับการใช้งานในทุกสถานที่
-  วัดอุณหภูมิได้ทีละหนึ่งคนดังนั้นผู้รับการตรวจต้องรอคิว
-  ถ้าสถานที่ใดมีคนเข้าออกเป็นจำนวนมาก ก็ต้องใช้บุคลากรในการตรวจวัดอุณหภูมิมากเช่นกัน
-  ฟังก์ชั่นการตั้งค่าเครื่องวัดไม่ค่อยหลากหลาย
-  มีข้อจำกัดเรื่องระยะห่างในการวัดอุณหภูมิ

สรุปข้อดี-ข้อเสีย Thermal Imager
-  มีระยะห่างการวัดอุณหภูมิที่ไกลกว่า
-  ไม่ต้องต่อแถวรอคิวในการตรวจวัดอุณหภูมิ
-  ไม่จำเป็นต้องใช้คนมาคอยยิงวัดอุณหภูมิ
-  เหมาะกับการใช้งานในสถานที่ ที่มีคนเข้าออกจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า, ร้านค้า, ร้านอาหาร, โรงหนัง, โรงพยาบาล, ฯลฯ
-  ความแม่นยำในการวัดอาจคลาดเคลื่อนกว่าเล็กน้อย
-  จุดทีตั้งเครื่องตรวจวัดต้องไม่มีวัตถุอื่นที่มีความร้อน เพราะอาจทำให้เซ็นเซอร์จับอุณหภูมิเฉพาะสิ่งนั้น
-  กล้องวัดอุณหภูมิมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่า และยิ่งมีฟังก์ชั่นมากราคาก็ยิ่งเพิ่ม

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ค่า LUX ของกล้องวงจรปิด คืออะไร



หลาย ๆ ท่านที่กำลังหาความรู้หรือหาข้อมูลก่อนที่จะติดตั้งกล้องวงจรปิด คงจะเคยเห็นคำว่า LUX ผ่านๆ ตากันมาบ้างแล้ว แต่บางท่านก็ยังไม่ทราบว่า LUX นี้คืออะไร เกี่ยวข้องกับกล้องวงจรปิดยังไง ขอบอกได้เลยครับว่า LUX หรือการกินแสงสว่างของกล้องวงจรปิดนั้น มีผลความไวแสง, สีของวัตถุต่างๆ หรือการมองเห็นในที่มืดได้

ค่า LUX คือค่าความสว่างแสง หรือการแผ่รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความยาวคลื่นที่สายตามนุษย์ มองเห็น ซึ่งกล้องวงจรปิดยิ่งมีค่า LUX ต่ำ ก็จะสามารถใช้งานในสถานที่ที่มีความสว่างน้อย ๆ หรือที่มืด ได้ดียิ่งขึ้น


ตารางแสดงค่าความสว่างโดยประมาณของค่า Lux

คำว่ากินแสงสว่าง 1 LUX ก็คือถ้าจะมองเห็นวัตถุในตอนกลางคืน หรือที่มีแสงน้อยๆ จะต้องมีแสง อย่างน้อย 1 LUX ถึงจะมองเห็นภาพได้ดี ดังนั้นจะเห็นว่ากล้องวงจรปิดรุ่นไหนที่มีค่า LUX ต่ำๆ เช่น 0.1 LUX ก็จะทำให้เราสามารถเห็นภาพที่มีรายละเอียดชัดเจน ในที่มืดหรือแสงน้อยๆ

ดังนั้นแสงภายในอาคารหากไม่ได้เปิดไฟค่า Lux 0 กล้อง Day/Night บางรุ่นจะรับภาพไม่ได้ หรือรับได้ไม่ดี ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนมาใช้กล้องอินฟาเรดแทน

เทคโนโลยี Ultra-Low Light
เทคโนโลยี Ultra-Low Light คือเทคโนโลยีที่ทำให้กล้องวงจรปิดสามารถมองเห็นสีได้ในที่มืด โดยกล้องวงจรปิดประเภทนี้จะมีค่า Lux ที่ต่ำอยู่ที่ 0.1 หรือระดับกลางคืนจันทร์เต็มดวง ทำให้กล้องมีความคมชัดที่สูง และมีความไวแสงมากพอที่จะประมวลผลออกมาเป็นภาพสีได้


ภาพเปรียบเทียบกล้องวงจรปิด Day/Night กับ Ultra-Low Light

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ประโยชน์ของ Ultra-Low Light ในกล้องวงจรปิด


เทคโนโลยี Ultra-Low Light เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพได้ดีที่สุด ในทุกสภาพแสงโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ภาพกลางคืนที่ได้จากกล้องวงจรปิดโดยปกติจะเป็นภาพขาว-ดำ แต่ด้วยเทคโนโลยี Ultra-Low Light ทำให้แสดงผลภาพออกมาเป็นภาพสีได้ โดยอาศัยหลักการความไหวแสงของฟิลม์ ซึ่งแบ่งออกได้ 4 ระดับ ดังต่อไปนี้

1. ฟิล์มความไวแสงต่ำ (Low Speed Film) เช่น ฟิล์ม 25 ASA - 50 ASA เหมาะถ่ายภาพทิวทัศน์ /ชายทะเล/หิมะขาวโพลนในแดดจ้า เหมาะกับภาพต้องการใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้ามาก ๆ หรือเพื่อให้ได้ภาพที่มีการ เคลื่อนไหวลักษณะพร่ามัว โดยแสงไม่มากเกินไป

2. ฟิล์มไวแสงปานกลาง (Medium Speed Film) ไวแสงปานกลาง คือระหว่าง 64 ASA-160 ASA ใช้ถ่ายภาพแสงสว่างธรรมดา (มีขายตามท้องตลาด ทั่วไป) และถ่ายภาพวัตถุที่อยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหวช้า ๆ ใช้ถ่ายภาพ ทั่วไป (รู้จักกันทั่วไปคือ 100 ASA)

3. ฟิล์มความไวแสงสูง (High or Fast Speed Film) เป็นฟิล์มถ่ายภาพแสงน้อย เหมาะถ่ายภาพ ในอาคารและนอกอาคาร สามารถเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์สูง ๆ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้นิ่งสนิทได้ เช่น ภาพกีฬา จะอยู่ระหว่าง 160 ASA-400 ASA (ตามท้องตลาดจะมี 200 ASA) นอกจากนี้ ยังสามารถหรี่รูรับแสงให้แคบ ๆ เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายมีช่วงระยะความคมชัดลึกมากขึ้น (depth of field)

4. ฟิล์มความไวแสงสูงพิเศษ (Ultra Fast Speed Film) เหมาะกับภาพที่แสงน้อย ๆ ถ่ายภาพในเวลา กลางคืนไม่ใช้แฟลช ต้องการแสดงรายละเอียดของวัตถุที่เคลื่อนที่เร็ว ๆ ให้หยุดนิ่ง โดยการใช้ความเร็วชัตเตอร์สูงมาก ๆ หรือถ่ายภาพแสงเทียนในงานวันเกิด ฟิล์มมีความไวแสงระหว่าง 1000 ASA ถึง 2000 ASA หรือมากกว่าเป็นต้น

กล้องวงจรปิด Ultra-Low Light

เป็นกล้องวงจรปิดที่มีเซ็นเซอร์ความไวสูงพิเศษซึ่งสามารถบันทึกภาพในระดับแสงได้ถึง 0.01 ลักซ์ซึ่งแตกต่างจากกล้องวงจรปิดส่วนใหญ่ที่มีไว้สำหรับใช้ในเวลากลางคืน กล้องวงจรปิดนี้อาศัยเฉพาะเพียงเซ็นเซอร์เท่านั้น

กล้องวงจรปิดประเภทนี้มีความสามารถในการมองเห็นในที่มืด แตกต่างจากกล้องวงจรปิดส่วนใหญ่ที่มีไว้สำหรับใช้ในเวลากลางคืน กล้องวงจรปิดประเภทนี้อาศัยเฉพาะเซ็นเซอร์เท่านั้น มันไม่ส่องพื้นที่ด้วยแสง IR สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในแอปพลิเคชันทางดาราศาสตร์ เนื่องจากอาจรบกวนภาพ เมื่อจำเป็นต้องทำงานที่ระดับแสงต่ำมากกล้องจะเปลี่ยนเป็นการทำงานแบบโมโน


เปรียบเทียบภาพกล้องวงจรปิดแบบธรรมดากับกล้องวงจรปิดแบบ Ultra-Low-Light

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Thermal Imager คืออะไร


Thermal Imager หรือ Thermal Imaging Camera เป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิที่ผิวของวัตถุ ทำงานโดยอาศัยหลักการแผ่รังสีอินฟราเรด (infrared radiation) ออกจากวัตถุ ซึ่งเป็นการวัดแบบไม่สัมผัสและไม่ทำลายวัตถุ และเป็นการวัดอุณหภูมิแบบพื้นที่ มีส่วนประกอบสำคัญประกอบด้วย เลนส์ (lens) ตัวตรวจจับรังสีอินฟราเรด (infrared detector) หรือเซนเซอร์ชนิดอินฟราเรด (Infrared sensor) วงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic circuit) และส่วนแสดงผล (display)

ดังนั้น Thermal Imager คือกล้องถ่ายภาพความร้อนโดยอาศัยหลักการ การแผ่รังสีอินฟราเรดจากวัตถุในการวัดอุณหภูมินั้นเอง

หลักการทำงานของกล้องถ่ายความร้อน Thermal Imager
หลักการทำงานของกล้องถ่ายความร้อน จะมีขั้นตอนเริ่มจาก ตัวตรวจจับรังสีอินฟราเรดรับรังสีอินฟราเรด (infrared) ที่แผ่ออกจากวัตถุเป้าหมาย (target) ผ่านเลนส์ของเครื่องมือวัด (instrument) แล้วแปลงรังสีอินฟราเรดเหล่านี้ให้อยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า โดยรังสีอินฟาเรดที่ตัวตรวจจับรับไปนั้นประกอบด้วยรังสีที่วัตถุเป้าหมายแผ่ออกมารวมกับรังสีที่แผ่จากวัตถุอื่นหรือจากสิ่งแวดล้อมสะท้อนออกจากผิวของวัตถุเป้าหมาย (ตามทฤษฎีการแผ่รังสีความร้อน:Theory of thermal radiation) จากนั้นวงจรอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่แปลงข้อมูลที่รับมาจากตัวตรวจจับและนำ ไปแสดงที่ตัวแสดงผล ซึ่งอาจแสดงผลออกมาในรูปแบบของตัวเลข สี หรือกราฟ หรือทั้ง 3 รูปแบบ


หลักการทำงานของกล้องถ่ายความร้อน

ประโยชน์ของกล้องถ่ายความร้อน (Thermal Imager)
กล้องถ่ายภาพความร้อนกำลังกลายเป็นที่นิยมใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบอาคารว่ามีประสิทธิภาพตรงกับสเปค, ใช้ตรวจว่าฉนวนถูกติดตั้งในสภาพที่ดี, หาตำแหน่งอากาศรั่วไหล, ตรวจสอบการออกแบบโครงสร้างและหาตำแหน่งที่มีความชื้นซึมออกมา ยังมีการใช้งานนอกเหนือจากนี้อีกซึ่งขึ้นอยู่กับการประยุกต์ของผู้ใช้เท่านั้น โดยทั่วไปในปัจจุบันได้นำมาใช้ในการเพื่อหาสภาพต่างๆ เช่นการเสื่อมของฉนวนในบ้าน หรือวงจรไฟฟ้าที่โอเวอร์โหลด ตัวอย่างอื่นๆ มีดังต่อไปนี้

- การตรวจสอบสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย
- การตรวจสอบความร้อนที่สูญเสียในอาคาร
- การหาตำแหน่งของสายไฟหรือท่อที่มีความร้อน
- การหาตำแหน่งที่เชื้อราเติบโต
- การหาตำแหน่งที่หลังคาอาคารรั่ว
- การหารูปแบบการกระจายความร้อนของท่อไอน้ำ
- การตรวจสอบแบริ่ง
- การตรวจสอบการรั่วของฉนวนในอุปกรณ์ทำความเย็น


การประยุกต์ใช้งานกล้องถ่ายความร้อน (Thermal Imager) ในอุตสาหกรรม

ไม่เพียงเท่านั้นในสถาณการณ์ที่ไวรัส COVID-19 กำลังระบาด กล้องถ่ายความร้อนยังถูกนำมาใช้ในฐานะอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อคัดแยกกลุ่มคนผู้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส COVID-19 นี่ด้วย เพราะการวัดอุณหภูมิด้วยภาพถ่ายความร้อน ไม่จำเป็นต้องเข้าไปใกล้ชิดเพื่อวัดอุณหภูมิเหมือนกับปืนวัดอุณหภูมิ และไม่จำเป็นต้องเข้าไปไล่ยิงวัดอุณหภูมิทีละคนด้วย ทำให้การคัดกรองผู้คนได้อย่างรวดเร็ว

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

การคำนวณฮาร์ดดิสก์สำหรับระบบกล้องวงจรปิด


เคยสงสัยกันไหมว่าระบบกล้องวงจรปิดของเรา สามารถดูภาพย้อนหลังได้กี่วัน และเวลาที่เราเลือกซื้อ Harddisk กล้อง ต้องเลือกซื้อความจุเท่าไร ถึงจะเพียงพอตามความต้องการของเรา ดังนั้นบทความนี้จะสอนวิธีขคำนวณ Harddisk โดยผ่านเว็บไซต์ Seagate เพื่อให้ทุกท่านนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อ HardDisk หรือนำไปใช้ตั้งค่าปรับปรุงระบบกล้องวงจรปิดของทุกๆ ท่าน

เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานเว็บคำนวณ Harddisk ให้ทุกท่านคลิกที่ Link นี้ เพื่อเข้าสู่เว็บไซต์คำนวณ Harddisk ของ Seagate ทันทีเลย และจะปรากฎหน้าต่างตามด้านล่างนี้


ก่อนที่เราจะเริ่มใช้งานโปรแกรมคำนวณ Harddisk เรามาดูกันก่อนว่าหัวข้อแต่ละตัวคืออะไรกันบ้าง

1. Number of Cameras จำนวนกล้องวงจรปิดที่เราจะใช้งานในระบบ
2. Frames per second ค่าเฟรมเรตของกล้องวงจรปิดของเรา
3. Hours per day จำนวนชั่วโมงที่เราจะให้กล้องวงจรปิดทำงาน ว่าจะให้บันทึกเวลากี่ชั่วโมงต่อวัน
4. Number of Days Stored จำนวนวันดูภาพย้อนหลัง ใส่จำนวนวันที่เราอยากดูย้อนหลัง
5. Resolution ความละเอียดภาพ ที่กล้องวงจรปิดของเรารองรับ
6. Video Quality คุณภาพของวีดีโอที่เราตั้งค่าเอาไว้ในเครื่องบันทึก
7. Compression Type เทคโนโลยีบีบอัดวีดีโอในเครื่องบันทึก ที่เราจะเลือกใช้
8. Required Storage Store ผลลัพธ์ของการคำนวณว่าสเปคระบบกล้องของเราควรมีความจุขั้นต่ำเท่าไหร่

ขั้นตอนการใช้งานโปรแกรมคำนวณ HardDisk

1. ปรับค่าทุกอย่างมาต่ำสุด แล้วใส่จำนวนกล้องวงจรปิดที่เราต้องการคำนวณลงไป


2. ใส่จำนวนชั่วโมงที่เราต้องการบันทึก ซึ่งแนะนำให้ใส่ 24 ชั่วโมงเข้าไป เพราะส่วนใหญ่เราเปิดใช้งานกล้องวงจรปิดตลอดทั้งวัน และหลังจากนั้นใส่จำนวนวันที่เราต้องการดูภาพย้อนหลังได้ในตัวอย่างภาพด้านล่างต้องการดูภาพย้อนหลังได้ 30 วัน


3. ใส่ค่าเฟรมเรตและความละเอียดของกล้องวงจรปิด ซึ่งจำนวนค่าเฟรมเรตส่วนใหญ่จะเริ่มที่ 25fps ให้ใส่จำนวนนี้เข้าก็ได้ ส่วนความละเอียดของกล้องวงจรปิดให้ดูบนกล้องหรือใบสเปคจากเว็บไซต์ต่างๆ


4. เลือกคุณภาพของไฟล์วีดีโอและเลือกการบีบอัดภาพ ซึ่งในหัวข้อนี้ให้ดูสเปคเครื่องบันทึกของเราว่ารองรับเทคโนโลยีการบีบอัดภาพแบบไหนได้บ้าง แล้วเลือกตัวที่เราต้องการจะใช้ในระบบ


5. เมื่อเลือกทุกอย่างเสร็จหมดเรียบร้อยแล้ว ผลลัพธ์ด้านขวาคือจำนวนความจุขั้นต่ำที่ต้องใช้


การคำนวณพื้นที่ Harddisk ทำให้เราทราบว่าระบบกล้องที่เราใช้งานอยู่สามารถดูภาพย้อนหลังได้กี่วัน เพื่อนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อหรือเพิ่มความจุ Harddisk สำหรับช่างติดตั้งกล้องสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้เหล่านี้ ไปใช้ในการตั้งค่าระบบ หรือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อนำเสนอและให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ด้วย

ลิงก์อ้างอิงบทความ : https://www.seagate.com/as/en/video-storage-calculator/